ในแอฟริกาใต้นั้นมีการทำการค้าที่เป็นแบบ Free exchange of trade ระหว่างแอฟริกาใต้กับ 4 ประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศมอตสวานา ประเทศเลโซโฮ ประเทศนามีเบีย และประเทศสวาซีแลนด์ ซึ่งรวมกันเรียกว่า Southern African Customs Union (SACU)
นอกจากนี้แล้วทางแอฟริกาใต้กำลังจะมีการทำการค้าเสรี ระหว่างแอฟริกาใต้กับ EU ที่รู้จักกันดีภายในปี 2551 ซึ่งประมาณ 2 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง 14 ประเทศในแถบนั้นๆ ก็มีความเป็นไปได้สูง ภายใต้ข้อตกลงที่เรียกว่า The Southern African Development Community (SADC) Free Trade Agreement
ผู้ส่งออกหรือทำการค้าต้องปฏิบัติตามข้อตกลง Exchange Control Approval ดังกล่าว ซึ่งก็แน่นอนว่าแบงก์ชาติของแอฟริกาใต้เป็นผู้ดูแล ทางกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมมีอำนาจในการออกกฎต่างๆ ข้อห้ามในการนำเข้าสินค้าสู่แอฟริกาใต้ อย่างไรก็ตามข้อจำกัดก็ไม่ได้เข้มมากอย่างที่คิดใบอนุญาตการนำเข้านั้นก็ แล้วแต่สินค้า ในกรณีที่ผู้ส่งออกส่งสินค้าไปแอฟริกาใต้ ถ้าผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) ผู้นำเข้าต้องออกใบอนุญาตนำเข้าก่อนวันทีส่งสินค้า (Date of Shipment) มิฉะนั้นแล้วต้องถูกปรับ มาพิจารณาว่า กฎต่างๆ ในการนำเข้าไปยังแอฟริกาใต้ที่สำคัญดังนี้
: การนำเข้าสินค้าไปยังแอฟริกาใต้จำเป็นต้องมีใบอนุญาตนำเข้า สามารถติดต่อผู้อำนวยการควบคุมการนำเข้าและส่งออก (Director of Imports and Exports Control)
: ต้องทำการตรวจสอบการกำหนด Import Permits ทุกปีจากโปรแกรมการควบคุมการนำเข้าประจำปี (Annual Import Control Program)
: สำหรับโซนการค้าต่างประเทศนั้น ต้องพิจารณามากๆ เพราะ ไม่มี Trade Zone และ Free Ports ในแอฟริกาใต้
: พึงระลึกว่า สินค้าตัวอย่างนั้นต้องเสียอากรขาเข้า ยกเว้นถ้าสินค้าตัวอย่างตัดแบ่งเป็นชิ้น เช่น สินค้าเสื้อ สินค้าหนัง หรือจำพวก Wall paper ต่างๆ ที่ไม่ใช้สำหรับการโฆษณา
: ในกรณีที่ต้องใช้บริการ Bonded warehouses สามารถหาได้ที่ท่าเรือต่างๆ
: ทางแอฟริกาใต้มองว่า การทำ Countertrade นั้นเป็นการหาทางเลือกที่สองรองจากการทำการค้าแบบปกติ ถ้าการค้าปกติไม่สามารถลุล่วงได้
:ในส่วนของธนาคารต่างๆ นั้น สามารถเลือกใช้ได้ ในการ rebates of duty ทำได้ตามกรณี กรณีไป ส่วนใหญ่ได้รับการขอคืนจาก การ re-export สำหรับธนาคารชาติของแอฟริกาใต้นั้นทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจและการ เงิน
: นอกจากนี้แล้ว การนำเข้าสินค้าบางประเภทต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐต่างๆ คล้ายๆ ของประเทศไทย เช่น จากกระทรวงการเกษตร กระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงสาธารณะสุข
: ส่วนสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต เช่น จำพวกเครื่องดื่ม สินค้ายาสูบต่างๆ น้ำแร่ และสินค้าที่เกี่ยวกับปิโตรเลียม รวมถึงรถยนต์ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่นำเข้านั้นเสียอากร โดยการคิดจากมูลค่าของสินค้านำเข้าเงื่อนไขราคา FOB ในประเทศส่งออกตามข้อตกลงของ WTO
ในกรณีที่การกำหนดระบบราคาแกตต์ไม่แน่นอน ก็ให้ยึดตามราคาสินค้าที่ใกล้เคียง และปรับราคาตามระยะทาง และการเดินทาง ถ้ามีการกำหนดราคามากกว่าหนึ่งครั้งก็ให้เลือกราคาที่ต่ำที่สุด นอกจากนี้แล้ว การคำนวณมูลค่าของสินค้า อาจใช้วิธีคิดตามค่าใช้จ่ายในการผลิตของสินค้านำเข้า ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT (The value-added tax) อยู่ที่ 14 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่แล้วจะคิด VAT กับสินค้านำเข้าเกือบทุกชนิด ถ้าไม่แน่ใจก็คิดไว้ก่อนเลยว่าสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแน่ สินค้าที่นำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้กับ manufacturing หรือ resale โดยผู้ที่ทำหน้าที่ Trader ที่ถูกต้องตามกฎหมายอาจได้รับการยกเว้น VAT แล้วแต่กรณี
ด้วยผลจากการประชุมรอบอุรุกกวัย ทำให้แอฟริกาใต้ลดจำนวนภาษีศุลกากรลงไปเพื่อตอบสนองการทำการค้าแบบ Free exchange of Trade โดยการแบ่งกรอบของภาษีศุลกากรจาก 80 ระดับลงเหลือเพียง 8 ระดับ ตั้งแต่ 0-30% ยกเว้นสินค้าจากเสื้อผ้า สิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรมประเภทมอเตอร์ โดยมีความหวังว่าการลดภาษีศุลกากรเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ในการแข่งขันในตลาดโลก
การประเมินราคาศุลกากรของแอฟริกาใต้ (Customs Valuation)
อย่างที่ทราบกันดีว่าสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าไป ยังแอฟริกาใต้ คำนวณจากราคา FOB (Free on Board) มูลค่าของอากรขาเข้าขึ้นอยู่กับการตีค่าจากราคาที่จ่ายจริงตามระบบการตีค่า ราคาแกตต์ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะตีราคาอย่างไร ก็ให้เลือกชำระตามสินค้าใกล้เคียง ปรับเปลี่ยนราคาตามระยะทางและการขนถ่ายสินค้า แต่ถ้ามีการตีราคาได้มากกว่า 1 ก็ให้เลือกใช้ราคาต่ำสุด หลักการคล้ายการตีราคาแกตต์ของไทย นอกจากนี้แล้ว อาจใช้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้ามาคำนวณราคาอากร รวมถึงน้ำหนักของสินค้ามาประเมินราคาอากรทั้งนี้ต้องรวมน้ำหนักของ คอนเทนเนอร์ที่สินค้าถูกจำหน่าย นอกจากนั้นแล้วก็ต้องพิจารณาเป็นอย่างอื่น
ปัจจุบันแบงก์ชาติหรือ The South African Reserve Bank (SARB)’s Exchange Control Department เป็นผู้ดูแลในการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างๆ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ที่กำกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Authorized Exchange Dealer) เพราะฉะนั้นทุกๆ transaction ที่ติดต่อกับต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องผ่าน Authorized Exchange Dealer ก่อนเสมอ ซึ่งสกุลเงินที่ใช้จะเป็น Rand (ZAR) ปัจจุบันเมื่อเทียบกับสกุลเงิน 1 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐอยู่ที่ 6.22 Rand
ขั้นตอนการชำระเงิน (Methods of Payment)
เป็นที่ทราบดีว่า หนังสือเครดิต หรือ Letters of Credit (LC) เป็นวิธีที่สะดวกวิธีหนึ่งในการส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ และ LC เป็นเอกสารที่ออกโดยธนาคารที่เป็นตัวแทนของผู้นำเข้า ส่วนใหญ่ใช้ irrevocable credits ในกรณีที่ผู้ส่งออกไม่แน่ใจเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้าแล้ว และใช้ confirmed irrevocable credits เมื่อต้องการความมั่นใจของธนาคารที่ออก L/C ของผู้นำเข้า ในทางปฏิบัติกิจกรรมต้องปฏิบัติตาม Exchange Control Regulations และถ้าสินค้ามีข้อจำกัดก็ต้องออกใบอนุญาตนำเข้าแอฟริกาใต้ (Import Permit)
เมื่อมีการส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ โดยมีกฎบังคับที่เรียกว่า South African Exchange Control Regulations นั้นครอบคลุมการชำระเงินของสินค้านำเข้าจะมีผลเมื่อผ่านธนาคารที่มีอำนาจใน การตรวจสอบเอกสาร โดยตรวจสอบหลักฐานการนำเข้าด้วยใบกำกับสินค้า (Invoice) และเอกสารเดินเรือต่างๆ (Shipping Documents) ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากศุลกากร อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นเมื่อธนาคารแอฟริกาใต้เปิด documentary import letters of credit เพื่อสะดวกต่อผู้ส่งออกชาวต่างประเทศ ในการชำระเงินนั้น ผู้ส่งออกสามารถชำระได้ทั้ง transmission or airmail ขึ้นอยู่กับ reimbursement clauses และที่สำคัญการใช้ Advising Bank ควรเป็นที่เดียวกับธนาคารที่เป็น Nominated Bank แม้ว่าไม่จำเป็นแต่ควรเป็นธนาคารเดียวกันเพื่อความคล่องตัว
การเสนอราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน (Quotations and Terms of Payment)
ในการเสนอราคาและเงื่อนไขการชำระเงินนั้น ใช้ FOB. การเสนอราคาใช้เทอมของสกุลเงินของประเทศส่งออก หรือ Country of Origin ในการชำระเงินก็แล้วแต่ผู้ซื้อและผู้ขาย บริษัทเล็กๆ มักใช้ sight-draft basis ที่เป็น D/A (Document Against Acceptance) ส่วนใหญ่การชำระเงินอยู่ระหว่าง 80-120 วัน ส่วนแบบ Term ใช้เวลาประมาณ 30-180 วัน แต่ถ้าเป็นคำสั่งซื้อใหญ่ ระยะเวลาการชำระเงินก็ใช้เวลาที่นานขึ้น
แนะนำว่าควรส่ง L/C sight L/C หรือ 30-day L/C เพื่อให้ผู้นำเข้าสามารถส่งเงินชำระเร็วขึ้น การชำระเงินที่ใช้ Open Account นั้นอาจทำให้ได้รับการชำระเงินนานกว่าปกติเนื่องจากมีความเสี่ยงสำหรับการ แลกเปลี่ยนเงินตรา ส่วนในการส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ การชำระเงินสำหรับสินค้านำเข้าต้องมีเอกสารดังนี้
: Received for shipment bills of lading
: On-board bills of lading
: Air waybills of lading
: Parcel post receipts
: Carriers’ receipts หรือ railroad bills of lading
: Arrival notifications ออกโดย Ellerman and Bucknall (Pty) Limited, Safmarine Limited, and the Transatlantic Shipping Agency (Pty) Limited, และ Nedloyd Agency Cies SA (Pty) Limited.
การแลกเปลี่ยนเงินตราอาจใช้วิธีการชำระเงินล่วงหน้า ไม่เกิน 33 1/3%ของราคา ex-factory cost เมื่อทางธนาคารของแอฟริกาใต้ยอมรับเอกสารที่ยื่น การชำระเงินต้องเป็นการชำระเงินที่ปกติ และที่สำคัญผู้นำเข้าต้องยื่นเรื่องต่อธนาคารชาติ ข้อจำกัดในการรับอนุมัตินั้น โดยมากเป็นการส่งสินค้าครั้งแรกของผู้ส่งออกรายใหม่ ขาดความคล่องตัวในการส่งออก หรือนำเข้า ต่างๆ เหล่านี้ มีผลให้การพิจารณาตกไป การชำระเงินจำนวนมากๆ ค่อนข้างยากต่อการรับชำระเงินแบบ pre-payment permission นอกจากนี้แล้ว การแลกเปลี่ยนเงินตราอาจให้ cash-with-order basis
การทำการค้ากับประเทศแอฟริกานั้น ยังมีข้อปฏิบัติอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษาในเชิงลึก แต่ที่น่าสนใจคือ การทำการค้าระหว่างประเทศของแอฟริกากับประเทศใกล้เคียง ซึ่งสามารถใช้คำว่าเป็นประตูเพื่อนำไปสู่การเข้าสู่ตลาดใหม่รวมถึงตลาด EU ได้อีกทางหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผู้ส่งออกสามารถวางแผนกลยุทธ์การส่งออกได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องให้ความสนใจอีกประการคือ ควรเน้นหนักด้านวิธีการชำระเงิน ขั้นตอนต่างๆ ซึ่งในข้อปลีกย่อยอาจมองข้ามไปได้ ซึ่งสามารถมีผลต่อการชำระเงินในอนาคต
สินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาเช่นนี้ จำเป็นต้องมีความระมัดระวังหลายส่วนมากกกว่าปกติ ที่สำคัญการเปิด L/C ยังมีความจำเป็นและการเลือกธนาคารต้องเลือกธนาคารที่ได้รับการยอมรับ