อินโดจีน

ประเทศลาว
ประเทศลาว:
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการท่องเที่ยวภายใน ประเทศลาว
กรุณากดที่แต่ละหัวข้อเพื่อขยายหรือย่อข้อมูลแต่ละส่วน

เงินตรา/บัตรเครดิต

กีบ เป็นหน่วยเงินของประเทศลาว
อัตราแลกเปลี่ยน อยู่ระหว่าง 240-270 กีบ ต่อ 1 บาท
การแลกเงินกีบ สะดวกที่สุดคือ ที่ด่านประเทศลาว อยู่ก่อนช่องทางเข้าเมืองของด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศลาว ส่วนอีกที่ คือ ด้านนอก มีตู้รับแลกเปลี่ยนของธนาคารอยู่ อัตราเดียวกัน ในจุดนี้ส่วนในเมือง มีร้านรับแลกในถนนล้านช้าง มีร้านรับแลก
เปลียนหลายร้าน ตอนแลกเปลี่ยนดูร้านที่มีเครื่องนับเงิน และควรตรวจสอบเงินในปึกว่าเป็นแบงค์ประเภทเดียวกันราคาเดียวกันตรวจสอบเงินที่แลกได้ ให้แน่นอน ก่อนออกจากร้าน เพราะมีความผิดพลาดบ่อยครั้ง

เวลา

เท่ากับประเทศไทย   ชั่วโมงทำงาน  หน่วยงานราชการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00 – 11.30 น.  พักกลางวันเริ่มงานช่วงบ่าย  เวลา  14.00-16.00 น.  ร้านค้าทั่วไปก็เช่นเดียวกัน  ปิดพักกลางวัน วันเสาร์เปิดเพียงครึ่งวัน ธุรกิจทุกอย่างปิดวันอาทิตย์  ธนาคารเปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.00 น.

เอกสารการขอวีซ่า

การขอบัตรผ่านแดน
วิธีนี้เหมาะสำหรับการเที่ยวลาวไม่เกิน 3 วัน 2 คืน และไปได้เฉพาะในแขวง (จังหวัด) ที่กำหนดในบัตรได้เท่านั้น ไม่สามารถเดินทางไปยังแขวงอื่นได้ เราสามารถทำบัตรผ่านแดนได้ที่ศาลากลางจังหวัดที่มีชายแดนติดกับลาวโดยใช้ หลักฐานดังนี้คือ รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และบัตรจริง, สำเนาทะเบียนบ้าน, ค่าธรรมเนียม และหากยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องใช้สำเนาสูติบัตรด้วย

การขอวีซ่า
วีธีนี้สามารถอยู่ในประเทศลาวได้ 30 วัน สามารถเดินทางข้ามระหว่างแขวงในประเทศลาวได้ การขอวีซ่าต้องขอจากสถานเอกอัครราชทูต สปป. ลาว ประจำประเทศไทย ซ.รามคำแหง 39 เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ หรือสถานกงสุลใหญ่ สปป.ลาวที่จังหวัดขอนแก่น แต่ถ้าขอวีซาไม่ทัน สามารถไปขอได้ที่
1.ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
2.ด่านห้วยทราย (ตรงข้าม อ.เชียงของ จ.เชียงราย)
3.ด่านท่าแขก (ตรงข้าม อ.เมือง จ.นครพนม)
4.ด่านสะหวันนะเขต (ตรงข้าม อ.เมือง จ.มุกดาหาร)
5.ด่านวังเต่า (ตรงข้าม อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี)
6.ท่าอากาศยานวัดไตที่เวียงจันทน์ และท่าอากาศยานหลวงพระบาง

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับขอวีซ่า ได้แก่ หนังสือเดินทาง, รูปถ่าย 2 ใบ

ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย โทร. 0-2539-7341 และ 0-2539-6667-8 ระหว่างเวลา 08.30-16.00 น.

โทรศัพท์

ถ้าท่านต้องการโทรกลับประเทศไทย หรือโทรไปที่ไหน ทางเลือกหนึ่งนอกจากระบบโรมมิ่งของมือถือไทยไม่ว่าของ ais dtac
มีค่าใช้จ่ายแพง คิดนาทีละ 32-42 บาทต่อนาที sms นาทีละ 15 บาท 
การซื้อ เบอร์โทรของลาว เอามาใช้ ประหยัดและสะดวกที่สุดระบบมือถือในประเทศลาว มีหลายเจ้าแต่ที่ได้ลองใช้มา ระบบ M-Phoneการซื้อ sim card ระบบมือถือ ตามร้านค้าทุกร้านที่มีป้าย จะมี ทั้ง sim card และบัตรเติมเงินจำหน่ายsim card มี สองแบบ คือแบบ มีเงิน กับไม่มีเงิน

ไฟฟ้า

220 โวลต์ วงจรกระแสสลับ  ปลั๊กไฟฟ้าแบบขาแบนและขากลม  2  ขา  ชนบทบางแห่งมีไฟฟ้าใช้เฉพาะช่วงเวลา และบางแห่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 

ภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศของลาวคล้ายกับภาคเหนือและภาคอีสานของไทย แต่ฤดูหนาวมีอากาศหนาวมากกว่า พื้นที่ทางภาคใต้และทางตอนกลางของประเทศ เป็นบริเวณที่มีฝนตกชุกมากกว่าภาคเหนือ ประกอบที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศลาวมีลักษณะทางภูมิอากาศแบ่งออกได้ 3 ฤดู คือ

ฤดูร้อน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน
ฤดูฝน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม
 ฤดูหนาว เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมกราคม

ระเบียบศุลกากร

นักท่องเที่ยวนำเงินกีบลาวและเงินสกุลอื่นๆเข้าสปป.ลาวได้โดยไม่จำกัดจำนวน สุราไม่เกิน 1 ลิตร บุหรี่ 500 มวน
สิ่งที่ต้องแสดง ได้แก กล้องถ่ายรูปและเครื่องมือสื่อสารต่างๆสิ่งของต้องห้ามนำเข้าประเทศ ได้แก่ ยาเสพติด อาวุธ และสื่อลามกอนาจารทั้งหลาย
สิ่งของต้องห้ามนำออกนอกประเทศ ได้แก่ วัตถุโบราณ และพระพุทธรูป ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าไม่ได้เป็น สมบัติล้ำของชาติ

สถานที่ท่องเที่ยว

นครหลวงเวียงจันทน์
นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของประเทศลาว ก่อนหน้านี้เรียกว่า "กำแพงนครเวียงจันทน์" นครหลวงเวียงจันทน์มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ได้แก่

*พระธาตุหลวง
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย พระธาตุหลวงแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติและยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 พระธาตุองค์นี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร

ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัยพุทธศักราชที่ 236 โดยมีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาด้ำกราบทูลพระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้ กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นทรงมีพระบัญชา ให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและวัดพระธาตุหลวงใต้

ในปัจจุบัน พระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆเอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้รอบๆองค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏ อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตรจะแลเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวงซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของประชาชนชาวลาวทุกคน

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

*ประตูชัย
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์บนถนนล้านช้างไปสิ้น สุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้า การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่าง สงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย บันไดวันให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอดของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวนของประตูชัยจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน

สถานที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 2,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

*วัดองตื้อ
สร้างขึ้นสมัยคริสตศตวรรษที่ 16 (ค.ศ.) ภายหลังที่เจ้าไชยเชษฐาธิราชสร้างเมืองเเวียงจันทน์ 6 ปี สันนิษฐานว่าสร้างครอบวังเก่าในสมัยขอม แต่ก่อนเรียก "วัดไชยะพูม" เมื่อมีพระพุทธรูปองตื้อมาประดิษฐานที่นี้ คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "วัดองตื้อ"
วัดสีสะเกด สร้างเมื่อ พ.ศ. 2361 (ค.ศ.1818) ตามคำสั่งของเจ้าอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังหลวงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นวัดที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ เนื่อจากเป็นวัดเก่าแก่ในนครหลวงเวียงจันทน์ที่ไม่ถูกทำลายจากสงคราม ลักษณะพิเศษของวัดนี้อยู่ที่ความอลังการของพระพุทธรูป 6,840 องค์ ที่ฝังอยู่ตามช่องกำแพงประตูชัย เป็นอนุสรณ์สถานและเป็นสัญลักษณ์ของนครหลวงเวียงจันทน์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ตั้งอยู่บนถนนล้านช้าง นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบันไดไปบนอนุสาวรีย์เพื่อชมทิวทัศน์ของตัวเมือง นครหลวงเวียงจันทน์ได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น วัดสีเมือง ตลาดเช้า พิพิธภัณฑ์ไกสอนพมวิหาร เขื่อนน้ำงึม

*หอพระแก้ว
ตั้งอยู่บนถนน เชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือ พระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปีพ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯมากมาย สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้น ใหม่เกือบทั้งหมด ในปีพ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้ปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ก้ยังเดิน ทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก สำหรับส่วนในของพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดง พระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศส สมัยอาณานิคมมาก่อน

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น., 13.00 น. - 16.00 น.
หมายเหตุ ภายในหอพระแก้ว ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิดครับ

*วัดศรีเมือง
ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออกของสถานทูตฝรั่งเศส เป็นวัดแห่งหนึ่งในนครเวียงจันทน์ที่มีประชาชนลาวเดินทางไปสักการะบูชาเป็น จำนวนมากในแต่ละวัน ภายในวัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ วัดศรีเมืองสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2106 โดยเหล่าเสนาอำมาตยืของพระเจ้าไชยเชษฐาธราชได้ลงความเห็นให้สร้างวัด ศรีเมือง ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงในปีพ.ศ.2371 และสร้างวัดศรีเมืองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2458 ภายในวัดศรีเมืองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ พระพุทธรูปองค์นี้ได้ชำรุดไปบางส่วน ซึ่งชาวลาวเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์เป้นอย่างมาก ด้านหน้าบริเวณตรงข้ามประตูทางเข้าวัดศรีเมืองมีร้านจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน และร้านจำหน่ายผลไม้ให้บริการทางด้านตะวันออกของวัดศรีเมืองมีสวนสาธารณะ เล็กๆ มีพระบรมรูปของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ตั้งอยู่บนแท่นสูงกลางสวนสาธารณะ พระหัตถ์ทรงถือสมุดใบลานที่จารึกประมวลกฏหมายฉบับแรกของลาวไว้ พระบรมรูปเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นี้เป็นของขวัญที่ทางสหภาพโซเวียตมอบให้ มาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากนั้นแผ่นป้ายโลหะจารึกพระนามถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รื้อทิ้งออกไป ภายหลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในปี พ.ศ.2518
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

*ตลาดเช้า
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บนถนนลานช้าง ก่อนถึงประตูชัย ภายในตลาดเช้ามีร้านค้ามากมายตั้งแผงขายสินค้านานาชนิด ตั้งแต่ผ้าทอลาวลายโบราณ เครื่องใช้ไม้สอยในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า งานแกะสลักไม้ คล้ายกับตลาดนัดสวนจตุจักร ตรงบริเวณกลางของตลาดเช้าเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า เวียงจันทน์ มีสินค้าจากจีน ไทย เวียตนาม วางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมมาช็อปปิ้งกันที่ตลาดเช้าแห่งนี้

*ตลาดจีน
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครเวียงจันทน์ ตลาดจีนมีลักษณะคล้ายกับห้างสรรพสินค้า ไชน่าทาวน์บ้านเรา จำหน่ายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน มีสินค้าให้นักท่องเที่ยวได้เลือกช็อปปิ้งอย่างจุใจในราคาย่อมเยา

หลวงพระบาง
ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของลาว ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ 420 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางและเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านช้าง ในช่วงศตวรรษที่ 13-16 รุ่งเรืองด้วยวัดวาอารามที่งามวิจิตร บ้านช่องได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบโคโลเนียล (Colonial) ของฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้หลวงพระบางจึงได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1995 มีสถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ วัดเชียงของ พระธาตุจอมพูสี วัดวิซุน วัดแสนสุขาราม หอพิพิธภัณฑ์ พระราชวังเก่าหลวงพระบาง ถ้ำติ่ง น้ำตกตาดกวางสี

*วัดเชียงทอง
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มีถนนเล็กๆชื่อถนนโพธิสารราช ริมน้ำโขงคั่นอยู่ วัดเชียงทองสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2102 –2103 สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในบรรดาวัดวาอารามทั้งหมดต้องยกให้วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่ สุด และได้รับการมาเยี่ยมเยือนจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด "นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว" วัดเชียงทองสร้างขึ้นก่อนหน้าที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยัง นครเวียงจันทน์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชาติศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชาติศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของประเทศลาว

*น้ำตกกวางสี
เป็น น้ำตกหินปูน สูงราว 70 เมตรมีสองชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆน้ำตกและสามารถเลาะข้างน้ำตกไปชมน้ำตกชั้นบนสาม มารถเล่นน้ำบริเวณลำธารได้ นอกจากจะชื่นชมความงามของน้ำตกแล้ว ยังหาซื้อของที่ระลึกที่ทางเข้าน้ำตก ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ทำจากไม่ไผ่เป็นของใช้หลายชนิด และมีร้านอาหารตามสั่งให้บริการอยู่หลายร้าน น้ำตกกวางชีมีน้ำตลอดปี ในฤดูร้อนน้ำจะน้อย

สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ค่าเข้าชม คนละ 10,000 กีบ
เปิดตลอดวันครับภาพที่คุ้นตานักท่องเที่ยวทั่วไปก็คือพระพุทธรูปนับร้อยนับพันที่ตั้งอยู่ภายในถ้ำ

*ถ้ำติ่ง
ตั้งอยู่ในภูเขาลูกใหญ่ตระหง่านอยู่ริมน้ำโขง อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 13 ไปทางเหนือ ผ่านหมู่บ้านช่างไห จนถึงหมู่บ้านปากอู นั่งเรือข้ามฝากน้ำโขง คนละ 5,000 กีบ หรือจะนั่งเรือที่ท่าวัดเชียงทอง เป็นเรือเหมาซึ่งจะได้ชมทิวทัศน์สองฝากฝั่งลำน้ำโขง เป็นการนั่งทวนน้ำใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ขากลับจะล่องตามน้ำใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ

ค่าเข้าชม 8,000 กีบ
เวลาเปิด 08.00 – 17.00 น.

ถ้ำติ่งประกอบไปด้วย 2 ถ้ำ แยกขวาไปถ้ำติ่งลุ่ม (ล่าง) แยกซ้ายไปถ้ำติ่งเทิง (บน)

ถ้ำติ่งลุ่ม หรือถ้ำติ่งล่างนั้น สูง 60 เมตรจากพื้นน้ำมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื้นๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กน้อย เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากหลายขนาด ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ

ความสำคัญของถ้ำติ่งในสมัยโบราณเป็นที่สักการะบ่วงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง

ถ้ำติ่งในวันนี้ยังแสดงถึงยุคแห่งการปฏิวัติความเชื่อของชาวลาวในอดีตที่เคย นับถือผี พระเจ้าโพธิสารราชทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามา และทรงใช้ถ่ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและมีการค้นพบพระพุทธ รูปที่สร้างขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18-19 กว่า 2,500 องค์ ส่วนใหญ่ทำขึ้นจากไม้ เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงินและทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด

นับแต่นั้นมาถ้ำติ่งจึงเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางต้องไปสักการะบูชาพระพุทธรูปในถ้ำ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาว ทั้งเจ้ามหาชีวิต ข้าราชบริพาร พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปจะเดินทางไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนและถ้ำติ่งล่าง จากนั้นจึงไปไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดปากอู ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับถ้ำติ่ง

สำหรับถ้ำติ่งบนนั้นมีทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นด้วยเงาไม้ ลักษณะถ้ำติ่งบนเป็นปากถ้ำไม่ลึกมาก มีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำแต่ไม่เยอะเท่าถ้ำติ่งล่าง ที่ปากถ้ำมีไฟฉายให้เช่าสำหรับไปส่องดูภายในถ้ำ

วัดปากอูราชวรวิหาร ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านปากอู ตรงข้ามถ้ำติ่ง นับเป็นวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจเช่นเดียวกับวัดเชียงทองในหลวงพระบาง แม้จะถูกทำลายหลายครั้งในคริสศตวรรษที่ 16 แต่ก็ได้รับการบูรณะมาโดยตลอดหลายครั้ง

พระอุโบสถ หรือที่ภาษาลาวเรียกว่า สิมนี้ มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบลาว สภาพยังคงแบบเดิมอยู่
ผนังพระอุโบสถ เป็นภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่หลังการบูรณะครั้งสุดท้าย

วังเวียง
เมืองวังเวียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของ สปป.ลาวตั้งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางทิศเหนือ 150 กม. เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาตั้งเรียงรายตามลำน้ำซอง สามารถล่องเรือชมธรรมชาติและยังมีถ้ำต่างๆ ให้ชมอีกมากมาย อาทิ ถ้ำจัง ถ้ำปูคำ ถ้ำนอนฯลฯ เมืองวังเวียงจึงเป็นสถานที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ด้วยทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของทิวเขา ไร่นาแบบขั้นบันได และหมู่บ้านชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ของลาว เช่น ลาวสูง ลาวเทิง ลาวม้ง ไทลื้อ ชมความยิ่งใหญ่ของขุนเขาที่เต็มไปด้วยป่านานาพันธุ์ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ระหว่างทางชมผาตั้ง ซึ่งเป็นภูเขาลูกเดียวที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ด้านหน้าของภูเขามีน้ำซองไหลผ่าน ภูเขารูปร่างแปลกตา สลับซับซ้อนสวยงามยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างขนานนามว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว”

ตัวเมืองวังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ห่างจากเมืองหลวงกรุงเวียงจันทน์ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองหลวงพระบาง 210 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ำกว้างสลับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง และได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว เป็นแหล่งท่องเที่ยงของประเทศลาว ท่านสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติระหว่างทาง

แขวงจำปาสัก
แขวงจำปาสักในอดีตมีนามว่าเขตแคว้นของนครกาละจำปากนาคะบูริสี (จำปาศักดิ์) เป็นหนึ่ง ในจำนวนศูนย์กลางการรวบรวม ศิลปะวัฒนะธรรม การเมืองและเศรษฐกิจของลาวใต้แล้วในอดีต หลายๆ ร้อยปีที่ผ่านมา เคยเป็นแคว้นลือชื่อทางโบราณของสมัยขอมมาแล้ว และเป็นดินแดน ของอาณาจักร์ล้านช้างที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่ อุดมสมบูรณ์ไม่น้อยหน้าแขวงอื่นๆ ไม่ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังรักษาอารยธรรมอันงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างสมบูรณ์และ มั่ง มีแขวงจำปาสักมีเนื้อที่ 15,415 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 465,000 คนประกอบด้วย 10 เมือง

มีดินแดนติดกับ แขวงสาละวัน.แขวงอัดตะปือและประเทศไทย มีเมืองปากเซเป็นเมืองหลวง
กิจกรรมท่องเที่ยวแขวงจำปาสักมีหลากหลายและน่าสนใจ หากชอบประวัติศาสตร์ก็ไปที่ปราสาทหินวัดพู มรดกโลกที่เมืองจำปาสัก ถ้าชอบธรรมชาติก็ไปดูความยิ่งใหญ่ของน้ำตกหลี่ผี น้ำตกคอนพะเพ็งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ หรือน้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดเยือง น้ำตกตาดผาส้วม ซึ่งอยู่ที่ปากช่อง

*ปราสาทหินวัดพู
จำปาสักเป็นสถาปัตยกรรมศิลป์ที่เก่าแก่ ตั้งอยู่บนภูเก้าทางทิศตะวันออกประมาณ 6กิโลเมตรไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองจำปาสัก แขวงจำปาสักปราสาทหินวัดพู จำปาสักนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใส่เมืองเก่าของจาม เพราะ ที่นั่นได้พบเห็นร่องรอยวัฒนธรรมของพวกจามที่รับมา จากอินเดียอีกต่อหนึ่ง เมื่อประมาณศตวรรษที่ 4 และที่ 5แห่งคริสตศักราช สมัยอาณาจักรจามปา (ภาคกลางสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) ขยายอำนาจ ไปทางทิศ ตะวันตกถึงบริเวณวัดพูจำปาสัก, ล่องแม่น้ำโขง, แม่น้ำมูล เมื่อประมาณก่อนอาณาจักเจนละขอม เรืองอำนาจหรือว่าเมื่อ ขอมยังอยู่ในอำนาจของฟูนัน และต่อมาพระเจ้าไชยวรมันที่ 1 จึงได้มีบทบาท เหมือน วัดพูในวันเพ็ญเดือน 3(ประมาณต้นเดือน 2 สากล) ของทุกๆ ปี ชาวเมืองจำปาสักได้ทำบุญ นมัสการปราสาทหินวัดพูแห่งนี้ ตามประเพณีแล้วในงานบุญนี้มีพิธีแข่งช้าง ควายชนควาย ไก่ตีไก่และพิธีอื่นๆ

*น้ำตกคอนพะเพ็ง
น้ำตกคอนพะเพ็ง ตั้งอยู่ตอนใต้ของ สปป. ลาว ห่างจากเมืองปากเซลงไปตามเส้นทางหมายเลข13ใต้ประมาณ 130 กิโลเมตรก็จะพบน้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ อยู่บนน้ำตกคอนพะเพ็งยังมีต้นไม้มณีโคตร ซึ่งเป็นต้นไม้อยู่เคียงคู่กับประเทศลาวตลอดไป เมื่อก่อน น้ำตกคอนพะเพ็งนี้ เปรียบเสมือนกำแพงยักษ์ที่ธรรมชาติ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่ง กีดขวางไม่ให้ข้า ศึกต่างชาติเข้ามา รุกรานยื้อแย่งเอาดินแดนอยู่เขตแคว้นแห้งนี้ ได้สะดวกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถนำเรือผ่าน น้ำตกแห่งนี้ได้

สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองปากเซ
*วังเจ้าบุญอุ้ม
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองปากเซไปทางทิศตะวันออกบนทางหลวงหมายเลข 13 ระยะทางประมาณ 500 เมตร
ในอดีตวังเจ้าบุญอุ้มเคยใช้เป็นที่ประทับของเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาสัก เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายก่อนที่จะเกิดการปลดปล่อยหรือเปลี่ยนแปลงการ ปกครองประเทศเป็นระบอบสังคมนิยมในปี พ.ศ. 2518 ทำให้พระราชวังแห่งนี้ตกอยู่ในการดูแลของรัฐบาลลาว เจ้าบุญอุ้มเคยเป็นนายกรัฐมนตรีของลาวในปี พ.ศ. 2503 – 2505 ต่อมาภายหลังต้องเสด็จลี้ภัยทางการเมืองไปประทับที่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2517 และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีสในปี พ.ศ. 2521 พระราชวังเริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2511 แต่สร้างเสร็จหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 ทำให้เจ้าบุญอุ้มไม่มีโอกาสได้ครองพระราชวังหลังใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างงดงามเหนือลำน้ำเซโดน ตั้งอยู่เนินสูงใจกลางเมืองปากเซ ตัวพระราชวังเป็นตึกก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่สูง 6 ชั้น ได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศส สร้างโดยไม่มีการตอกเสาเข็ม แต่ใช้เสาจำนวนมากในการรับน้ำหนัก ภายในพระราชวังมีประตูหน้าต่างรวมกันกว่า 1,900 บาน ประตูหน้าต่างเหล่านี้ก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม จนได้รับการขนานนามว่า ศาลาพันห้อง ตัวพระราชวังหันหน้าไปทางแม่น้ำโขง ด้านหลังอยู่ติดแม่น้ำเซโดน

พระราชวังแห่งนี้ ทางรัฐบาลลาวใช้เป็นที่จัดประชุมพรรคและเป็นที่พำนักของแขกบ้านแขกเมืองมา จนถึง พ.ศ. 2538 ปัจจุบันพระราชวังได้รับการตกแต่งใหม่และเปิดเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในเมือง ปากเซ ชื่อว่า โรงแรมจำปาสัก พาเลซ โดย ดร.ปองศักดิ์ ว่องพาณิชเจริญ ชาวจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้บูรณะปรับปรุงใหม่ แผนของโรงแรมเป็นรูปตัว E ห้องล็อบบี้กรุด้วยไม้และแกะสลัก ห้องประชุมตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปลาวลุ่มกับชาวเขาเผ่าต่างๆ สำหรับชั้นที่ 6 เป็นชั้นบนสุดที่มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบเมืองปากเซ สะพานมิตรภาพลาว – ญี่ปุ่น ทอดตัวยาวข้ามแม่น้ำโขง ตลอดจำสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเซโดนที่อยู่ติดด้านหลังของโรงแรมจำปาสัก พาเลซ และนับเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามที่สุดในเมืองปากเซ

*วัดถ้ำไฟ
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซโดน ห่างจากโรงแรมจำปาสัก พาเลซ มาทางทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร วัดถ้ำไฟ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระพุทธบาท เนื่องจากภายในพระอุโบสถมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ ถัดมาทางซ้ายเป็นหอแจก ลักษณะเป็นตัวอาคารทรงโรม หลังคาลาดต่ำ ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนา จุดเด่นอยู่ตรงที่สิมตรงกลางหลังคารูปช้างสามเศียร ซึ่งหมายถึงอาณาจักรทั้ง 3 ของลาว ได้แก่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก

*ตลาดเก่า
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง ตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองปากเซ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปิดตลาดใหม่ขึ้นก่อนถึงสะพานมิตรภาพลาว – ญี่ปุ่น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังมานิยมจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดเก่า เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง ชาวบ้านจะนำสินค้าพวกผ้าทอพื้นเมือง เครื่องอุปโภค บริโภค ตลอดจนผักผลไม้มาวางขาย ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากไทย
นอกจากนี้บริเวณตลาดเก่ายังมีคิวรถโดยสาร VIP จากปากเซ – เวียงจันทน์ ให้บริการอีกด้วย ซึ่งจะออกเวลาประมาณ 2 ทุ่ม และจะมาถึงเวียงจันทน์ 6 โมงเช้า

*วัดหลวง
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซโดน ทางทิศเหนือของตลาดเก่า วัดหลวงสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2478 เป็นวัดเก่าแก่และมีความสำคัญในเมืองปากเซ เพราะเป็นสถานที่เก็บอัฐิของราชวงศ์สายจำปาสักหลายพระองค์ รวมทั้งอัฐิของท่านกระต่าย โดนสะโสลิด อดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยม มีลักษณะเป็นสถูปเจดีย์เรียงรายโดยรอบวัด จุดเด่นน่าชมอยู่ที่บานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ แกะสลักด้วยไม้ลวดลายสวยงาม ถัดมาทางขวาของพระอุโบสถเป็นอาคารเก่าแก่ ซึ่งใช้เป็นหอสมุดและสำนักงานของครู ส่วนด้านหลังเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น อยู่ติดกับแม่น้ำเซโดนใช้เป็นโรงเรียนสอนพุทธศาสนาสำหรับพระสงฆ์

สินค้าที่น่าซื้อ

ที่ขึ้นชื่อคือผ้าทอ ทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม ฝีมือละเอียด ลวดลายงดงามแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ผ้าปักเย็บมือของกลุ่มชาวเขาเผ่าต่างๆ เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ตลอดจนกาแฟลาว เบียร์ลาว และเหล้าพื้นเมืองก็น่าซื้อไม่น้อย นอกจากนี้มีสินค้าจากต่างประเทศ เช่น แก้วคริสตัลจากเชโกสโลวะเกีย รองเท้า เสื้อผ้าและหัตถกรรมจากเวียดนาม อาหารแห้ง ผลไม้ และเครื่องใช้จากจีน ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ราคาไม่แพง