เอเชีย

บาหลี
บาหลี:
ข้อมูลของประเทศ

บาหลี

จังหวัดบาหลี เป็น 1 ใน 33 จังหวัดของประเทศอินโดนีเซีย เมืองสำคัญคือเดนปาซาร์ พื้นที่ทั้งหมด 5,634.40 ตารางกิโลเมตร มีประชาการทั้งสิ้น 3,422,600 คน ความหนาแน่นของประชากร 607 คน/ตารางกิโลเมตร ภาษาที่ใช้คือภาษาอินโดนีเซียและภาษาบาหลี

ประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้น

บาหลีเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าออสโตรนีเชียน (Austronesian) ที่อพยพมาจากถิ่นฐานเดิมบนเกาะไต้หวัน โดยใช้เส้นทางทางทะเลผ่านภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมและภาษาของชาวบาหลีจึงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และโอเชียเนีย (Oceania) มีการขุดพบเครื่องมือที่ทำจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปีได้ที่หมู่บ้านเจะเก๊ะ (Cekik) ที่อยู่ทางตะวันตก รวมทั้งที่ตั้งถินฐานและหลุมฝังศพของมนุษย์ในยุคนีโอลิธิก (Neolithic) ถึงยุคสำริด และโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุกว่า 4,000 ปี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซิตุส ปุรบา ลากา (Museum Situs Purbalaka) ที่เมืองกิลิมานุ (Gilimanuk) อีกด้วย ประวัติของบาหลีก่อนการเผยแพร่ศาสนาฮินดูเข้ามายังหมู่เกาะอินโดนีเซียโดยพ่อค้าชาวอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 เป็นที่รู้กันน้อยมาก อย่างไรก็ตามบาหลีเริ่มเป็นเมืองค้าขายที่คึกคักตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล แต่การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบาหลีที่เป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏในศิลาจารึกที่ขุดค้นพบใกล้หาดซานูร์ (Sanur) รวมทั้งจารึกบนแผ่นโลหะ เทวรูปสำริด และหินสลักที่แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธและฮินดู บริเวณรอบๆภูเขากุนุง คาวี (Gunung Kawi) และถ้ำกัว กะจะห์ (Goa Gajah)

อิทธิพลของศาสนาฮินดู

ในช่วงศตวรรษที่ 9 สังคมของชาวบาหลีเริ่มเฟื่องฟูขึ้น ราว ค.ศ. 900 ชาวบาหลีเริ่มพัฒนาระบบชลประทาน การปลูกข้าว รวมทั้งวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หลักฐานเกี่ยวกับราชวงศ์บาหลีเริ่มปรากฏในเวลานั้นเช่นกัน โดยมีภาพแกะสลักหินแสดงพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์บาหลีพระนามว่าพระเจ้าอุดายานา (Udayana) กับ เจ้าหญิงชวาตะวันออกพระนามว่าเจ้าหญิงมเหนธรัตตะ (Mahendratta) ที่วัดปุรา โคระห์ เตกิปัน (Pura Korah Tegipan) ที่อยู่บริเวณภูเขากุนุง บาตูร์ (Gunung Batur) ทั้งสองพระองค์มีโอรสพระนามว่าเจ้าชายไอร์ลังกา (Airlangga) ประสูติเมื่อ ค.ศ. 991 ในเวลาเดียวกัน ชวาเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามายังบาหลี เมื่อพระองค์อายุได้ 16 ปี ทรงหนีไปยังชวาตะวันตกและทรงได้รับการสนับสนุนจากชาวชวาในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ชวา จึงทรงรวมบาหลีและชวาให้เป็นปึกแผ่นจนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อค.ศ.1049  ภาษาชวาที่เรียกว่าภาษากาวี (Kawi) ได้นำมาใช้ในหมู่ราชวงค์บาหลี หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างบาหลีกับเกาะชวาในช่วงศตวรรษที่ 11 อยู่ที่หินสลักที่ภูเขากุนุง คาวี ใกล้กับเมืองตัมปักสิริง (Tampaksiring) หลังจากนั้นบาหลีอยู่ในสถานภาพกึ่งเอกราช จนกระทั่ง ค.ศ. 1284 พระเจ้าเกอรตานาการาหรือเกียรตินคร (Kertanagara) กษัตริย์ชวาแห่งอาณาจักรสิงหะส่าหรี (Singasari) ได้รุกรานบาหลี แต่หลังจากนั้น 8 ปี อาณาจักรสิงหะส่าหรีล่มสลาย โอรสของพระเจ้าเกอรตานาการาพระนามว่าเจ้าชายวิจายาหรือวิชัย (Vijaya) ได้ตั้งอาณาจักรมัชปาหิต (Majapahit) ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูขึ้น ช่วงเวลานี้เอง บาหลีถือโอกาสแยกตัวเป็นเอกราช ปกครองโดยราชวงศ์ปาเจ็ง (Pajeng) มีศูนย์กลางใกล้กับเมืองอูบุด (Ubud) แต่กะจะห์ มาดา (Gajah Mada) เสนาบดีแห่งอาณาจักรมัชปาหิตเข้ารุกรานบาหลีในรัชสมัยของพระเจ้าดาเล็ม เบอะเดาลู (Dalem Bedaulu) แห่งราชวงศ์ปาเจ็งในปีค.ศ.1343 และได้รวมบาหลีเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิต หลังจากนั้นบาหลีได้ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่เกลเกล (Gelgel) ใกล้กับเมืองเสมาระปุระ (Semarapura) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 โดยมีกษัตริย์ปกครองชึ่งชาวบาหลีเรียกว่าเทวะ อากุง (Dewa Agung) พระนามว่าพระเจ้าบาตูร์ เร็งก็อง (Batur Renggong) ครองราชย์ในปีค.ศ.1550 ก่อนหน้านั้นไม่นานอาณาจักรมัชปาหิตได้ล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1515 ลงจากการขยายอิทธิพลของชาวมุสลิม บรรดานักปราชญ์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักบวชฮินดูชื่อนิราร์ธา (Nirartha) ได้อพยพข้ามมายังบาหลี โดยนำศิลปวัตถุ ช่างศิลป์ นางรำ นักดนตรี และนักแสดงประจำราชสำนักมัชปาหิตเข้ามาด้วย และได้สร้างวัดปุรา ลุฮูร์ อูลู วาตู (Pura Luhur Ulu Watu) และวัดปุรา ตานะห์ ล็อต (Pura Tanah Lot) ขึ้น การอพยพครั้งใหญ่ของชาวฮินดูจากชวาได้สิ้นสุดลงราวศตวรรษที่ 16 การอพยพครั้งนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสังคมบาหลี สังคมฮินดูในบาหลีเริ่มซับซ้อนขึ้น มีการนำระบบวรรณะเข้ามาใช้ ชาวบาหลีที่อยู่ดั้งเดิมจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณภูเขาทางตอนใน ซึงปัจจุบันนี้ผู้สืบเชื้อสายของคนเหล่านี้เรียกว่าบาหลี อะกา (Bali Aga) หรือบาหลี มูลา (Bali Mula) ยังคงอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเติงงะนัน (Tenganan) ใกล้กับวัดปุรา ดาซา (Pura Dasa) และหมู่บ้านตรุนยัน (Trunyan) บริเวณทะเลสาบบาตูร์

การยึดครองของฮอลันดา

ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมายังบาหลีคือชาวฮอลันดา ซึ่งนำโดยกัปตันคอเลอนิยุส เดอะ ฮุทมัน (Colenius de Houtman) เมื่อค.ศ.1597 และเริ่มเจริญความสัมพันธ์กับราชวงค์บาหลี ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกทางฝากหนึงของบาหลี ชาวฮอลันดาได้ทำสนธิสัญญาการค้าหลายฉบับกับชวา และเส้นทางการค้าเครื่องเทศส่วนใหญ่ได้ตกอยู่ในความควบคุมของชาวฮอลันดาแล้ว เมื่อค.ศ.1710 ศูนย์กลางของบาหลีได้ย้ายไปอยู่ที่กลุงกุง (Klungkung) ปัจจุบันคือเมืองเสมาระปุระ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชนชั้นปกครองในบาหลีเริ่มแตกแยกและแบ่งออกเป็นอาณาจักรย่อยๆ ส่วนชาวฮอลันดาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลโดยใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง การเข้าควบคุมบาหลีทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มต้นเมื่อราวค.ศ.1840 โดยในปีค.ศ.1846 ชาวฮอลันดาได้อ้างการกู้เรือจมบริเวณชายฝั้งทางด้านเหนือ ใกล้กับเมืองสิงงะราจา (Singaraja) ในปัจจุบัน นำกำลังทหารเข้ามาและยึดอาณาจักรบูเลเล็ง (Buleleng) และเจ็มบรานา (Jembrana) ไว้ได้เมื่อยึดอาณาจักรทางตอนเหนือได้แล้ว จึงเริ่มเข้ารุกรานอาณาจักรทางตอนใต้ ในปีค.ศ.1904 ฮอลันดาได้อ้างการร่วมกู้ซากเรือจีนนอกชายฝั่งหาดซานูร์ เรียกร้องให้อาณาจักรบาดุงจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 3,000 เหรียญเงิน แต่ได้รับการปฏิเสธ ในปีค.ศ.1906 ฮอลันดาจึงได้ยกกำลังทหารเข้ามาบริเวณหาดซานูร์ โดย 4 วันหลังจากนั้น ได้บุกเข้ามาถึงชานเมืองเดนปาซาร์ (Denpasar) วันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1906 ฮอลันดาจึงเริ่มยิงถล่มเมืองเดนปาซาร์ แต่ฝ่ายบาดุงใช้วิธีการพลีชีพของนักรบที่เรียกว่าปูปูตัน (Puputan) โดยบรรดาเชื้อพระวงค์ทรงเผาพระราชวังและแต่งพระองค์เต็มพระยศพร้อมทรงกริช ทรงดำเนินพร้อมกับเหล่านักบวชและข้าราชบริพารเข้าต่อสู้ แต่ทั้งหมดไม่ยอมจำนน กลับแทงตัวตายด้วยกริชแทน เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีชาวบาหลีเสียชีวิตประมาณ 4,000 คน เมื่อยึดอาณาจักรบาดุงได้แล้ว ฮอลันดาจึงเข้ายึดอาณาจักรตาบานัน (Tabanan) จับกษัตริย์เป็นเชลย แต่ทรงไม่ยอมจำนนและทรงกระทำอัตนิวิบาตกรรม จากนั้นฮอลันดาได้เข้ายึดครองอาณาจักรการังอะเซ็ม (Karangasem) และเกียนยัร (Gianyar) แต่อนุญาตให้ราชวงค์ยังทรงปกครองได้ต่อไป ส่วนอาณาจักรอื่นๆ ฮอลันดาได้ขับไล่เจ้าเมืองออกทั้งหมด ในเดือนเมษายน ค.ศ.1908 เมื่อฮอลันดาบุกยึดอาณาจักรเสมาระปุระ เช่นเดียวกับกษัตริย์ตาบานัน กษัตริย์เสมาระปุระทรงไม่ยอมจำนนและทรงกระทำอัตนิวิบาตกรรมเช่นกัน การบุกยึดครั้งนั้นทำให้พระราชวังตามัน เกอร์ธา โกซา (Taman Gertha Gosa) ได้รับความเสียหายเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ตั้งแต่ค.ศ.1911 ฮอลันดาได้ครอบครองดินแดนของบาหลีได้ทั้งหมดและได้รวมบาหลีเข้าเป็นส่วนหนึงของอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East Indies)

สงครามโลกครั้งที่สองและการประกาศเอกราช

กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่หาดซานูร์ ในปีค.ศ.1942 และได้ตั้งกองบัญชาการที่เมืองเดนปาซาร์ และเมืองสิงงะราจา และขับไล่ชาวฮอลันดาออกไป เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 เมื่อฮอลันดาต้องการกลับเข้ามายึดครองบาหลีอีก ขบวนการต่อต้านฮอลันดาเริ่มก่อตั้งขึ้น วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1945 นายซูการ์โน (Soekarno) ถือโอกาสประกาศเอกราชแก่ดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้การยึดครองของฮอลันดาทั้งหมดและก่อตั้งสาธารณรัฐอินโดนีเซียขึ้น แต่ฝ่ายฮอลันดาไม่รับรอง ขบวนการต่อต้านฮอลันดาในบาหลีชื่อเต็นตรา เกอะอะมานัน รัคยัต (Tentra Keamanan Rakyat) หรือกองกำลังความมั่นคงแห่งประชาชน (People's Security Force) ลุกฮือขึ้นต่อต้านฮอลันดาที่เมืองมาร์กา (Marga) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1946 นำโดยอิ กุสตี งูระห์ ไร (I Gusti Ngurah Rai) โดยเป็นการต่อสู้เพื่อพลีชีพของนักรบหรือปูปูตันอีกครั้ง ในที่สุดฮอลันดาประกาศรับรองเอกราชของอินโดนีเซียเมื่อปีค.ศ.1949 และบาหลีจึงเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปัจจุบัน

การปกครอง

หลังจากได้รับเอกราช บาหลีได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนูซา เต็งการา (Nusa Tenggara) จนกระทั่งค.ศ.1958 รัฐบาลกลางได้ประกาศแยกบาหลีออกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซีย

การปกครองของจังหวัดบาหลี แบ่งเป็น 8 เขต (Districts หรือในยุคอาณานิคมเรียกว่า Regencies) โดยภาษาอินโดนีเซียเรียกว่ากาบูปาเต็น (Kabupaten) 

ประชากร

เชื้อชาติ เป็นชาวบาหลี 89% ที่เหลือเป็นชาวชวาและอื่นๆ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู 93.18% ศาสนาอิสลาม 4.79% ศาสนาคริสต์ 1.38% ศาสนาพุทธ 0.64%

วัฒนธรรม

ส่วนใหญ่ชาวบาหลีได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเป็นอันมาก เช่นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ รามายณะ ตลอดจนอักษร ภาษา ฯลฯ นั้นล้วนมาจากอินเดีย และนำมารวมกับวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และนำใช้อย่างแพร่หลาย 

บาหลี...แหล่ง ท่องเที่ยวที่มีผู้ขนานนามไว้มากมายไม่ว่าจะเป็น "The Island of God " หรือ "Morning of the world" ซึ่งเป็นสมญานามที่ล้วนแต่สื่อให้เห็นถึงความล้ำลึกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว จากทุกแห่งหนมาเป็นเวลาช้านานนับ ศตวรรษ

ทั้งหมดนี้ เกิดจากความประทับใจของผู้ที่เคยไปเยือน ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศและทัศนียภาพอันสวยงาม

เกาะที่ห่างไกลแห่งนี้ให้ความรู้สึกถึง ความเป็นเอเชียอย่างมาก
บาหลี เป็นเกาะที่สวยงามที่สุดในเอเชียแปซิฟิก การเดินทางก็สะดวกด้วยสายการบินตรงทุกวันจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก แล้วเดินทางต่อด้วยรถโค้ชแสนสบาย

บาหลี เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มี อากาศตลอดปีอยู่เพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม และ ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-33 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี

ด้วยความร้อนของแสงแดดจึงต้องเตรี ยมป้องกันตัวเองจากแสงอาทิตย์ที่จะแผดเผาไหม้ผิวหนังของคุณ ควรเตรียมหมวกกันแดดและครีมทากันแดดไปด้วยให้พร้อมและเพียงพอ

วันนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มหวนเดินทางกลับไปเที่ยวบาหลีมากอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมและสงกรานต์ของไทยด้วยราคาห้องพักที่นี่อยู่ในอัตรา เดียวกับเดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะภูเก็ตของไทย แต่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงามตามธรรมชาติ วัด รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างไป
บนเกาะบาลีมีกลิ่นอายของน้ำทะเลยามเช้าสดชื่นบริสุทธิ์ จากนั้นเดินขึ้นสู่ ภูเขาไฟคินตามณี (Kintamani) ที่ท่านจะตะลึงกับความงามของขุนเขาที่งดงามราวสรวงสวรรค์

ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ชมความงามของ ภูเขาไฟกุหนุงอากุง (สูงจากระดับน้ำทะเล 3,142 เมตร) ภูเขาไฟที่เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของมวลเทพเจ้าต่างๆ

ยังมี ภูเขาไฟบาตูร์ (สูงจากระดับน้ำทะเล 1,760 เมตร) ที่บนปากปล่องภูเขาไฟมีปุยเมฆ ปกคลุมทัศนียภาพที่งดงามราวสรวงสวรรค์ ภูเขาไฟ ทั้งสองนี้ยังไม่ดับและนับวันรอวันปะทุอีกครั้ง ที่นี่มี ทะเลสาบบาตูร์ ทะเลสาบน้ำจืดที่งดงามอีกด้วย

จากนั้นเดินทางสู่ Tempak Siring วิหารศักดิ์สิทธิ์ภัคศิริงค์ สร้างในศตวรรษที่ 13 ในสมัยโบราณใช้ประกอบพิธีทางศาสนาในราชวงศ์กษัตริย์เท่านั้น

ก่อนเข้าไปในสถานที่แห่งนี้จะได้รับผ้าซึ่งนำมาคาดเอวเพื่อแสดงความเคารพต่อ สถานที่และชมความมหัศจรรย์ของ บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Terta Empul) ที่มีแหล่งน้ำจากบ่อน้ำผุดขึ้นจากใต้ดินให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นพันปีโดยไม่มี วันหมด

ผู้เดินทางมาถึงที่นี่จะดื่มด่ำความสุขและต้องมนต์ความ งดงามแห่งท้องทะเลและแมกไม้ที่รายล้อมอย่างใกล้ชิด จนรู้สึกผ่อนคลายไปกับธรรมชาติ หรือจะสัมผัสอากาศที่สดชื่น ดูกลิ่นอายธรรมชาติบนเฉลียงใต้ร่มไม้เหนือสวนสวยก็ได้ มีเสียงน้ำพุคอย ขับกล่อมสไตล์บาหลี

ถ้าจะประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในรูปแบบที่ต้องการแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์กิจกรรมในหลากหลายรูปแบบให้ด้วย มีทีมงานมืออาชีพที่จะร่วมเติมเต็มความสุข ความสนุกสนานตื่นเต้นไปกับประสบการณ์ สร้างความประทับใจ ณ ดินแดน อันงดงามดุจความฝันนี้

บาหลีวันนี้ มีสัญญาณที่ดีสำหรับลูกค้า ที่จะกลับไปท่องเที่ยวที่นี่อีก สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เริ่มเดินทางกลับมาเที่ยวบาหลีอีกครั้ง รองลงมาก็คือนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนใหญ่ที่เดินทางมาจะเป็นกลุ่มครอบครัว

สำหรับอาหารบาหลี รสชาติอาจจะไม่จัดจ้านเท่าอาหารไทย แต่เครื่องปรุงคล้ายๆ กับอาหารไทยทั้งนั้น
ที่สำคัญที่สุด ทุกแห่งจะคงไว้ซึ่งความ งดงามของธรรมชาติ เพื่อให้ได้สัมผัสความงามของ “สวรรค์บนดิน”ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมงดงามเอื้อ ต่อบรรยากาศการพักผ่อนและงานธุรกิจของคุณพร้อมกันไปด้วย