เอเชีย

ประเทศจีน
ประเทศจีน:
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการท่องเที่ยวภายใน ประเทศจีน
กรุณากดที่แต่ละหัวข้อเพื่อขยายหรือย่อข้อมูลแต่ละส่วน

เงินตรา/บัตรเครดิต

สกุลเงินของจีนเรียกว่า เหรินหมินปี้ และมีหน่วยเรียกเป็น หยวน (ตัวย่อ CNY) อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน อยู่ที่ประมาณ 5 บาทไทย สำหรับธนบัตรจีนจะแบ่งออกเป็นใบละ 1 หยวน, 5 เจี่ยว, 1, 2 และ 5 เฟิน

เวลา

เวลาในสาธารณรัฐประชาชนจีนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

เอกสารการขอวีซ่า

ทำวีซ่าท่องเที่ยว : วีซ่าจีน

EMBASSY OF CHINA : สถานฑูตจีน
ที่ตั้ง : 57 ถนนรัชดาภิเษก ดินแดง กรุงเทพ 10310
เบอร์โทร : 0-2245-7043-4
แฟ๊กซ์ : 0-2245-7032
เวลายื่น-รับ : 09.00 น. - 11.00 น.
เวลารับ : 15.00 น. - 16.00 น.

 

» ข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่น ขอวีซ่าจีน

  • เวลาทำการสถานฑูต จันทร์-ศุกร์ เวลายื่น-รับ : 09.00 น. - 11.00 น.
    เวลารับ : 15.00 น. - 16.00 น.
  • วีซ่าท่องเที่ยวใช้เวลาทำการ 4 วัน /ด่วน 2 วัน และด่วน 1 วัน
  • การทำ visa ปกติ จะนัดให้มารับ passport ในอีก 4 วันทำการ
  • วันที่ยื่นเอกสารขอ visa ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใด ๆ
  • ประเทศที่มีวีซ่าเข้าจีนแล้ว ไม่ต้องทำวีซ่าอยู่ได้ 14 วัน คือ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, บรูไน
  • หนังสือเดินทางข้าราชการเล่มสีน้ำเงินไม่ต้องทำวีซ่าอยู่ได้ 30 วันหรือ 60 วันขึ้นอยู่กับ
    ต.ม.ที่จีน
  • เว็บไซต์สถานฑูตจีน

โทรศัพท์

โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้ได้โดยท่านต้องขอเปิดใช้บริการ IR INTERNATIONALROAMING กับระบบโทรศัพท์ของท่าน ก่อนเดินทาง เพื่อความสะดวกควรใช้บัตรโทรศัพท์ที่มีขายในโรงแรม และร้านค้าทั่วไป โดยหมุน 001-66-2 (2-กรุงเทพฯ / 38-ชลบุรี / 53-เชียงใหม่) ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์บ้าน เบอร์มือถือ 001-66-1 (หมายเลขนำหน้าของโทรศัพท์มือถือ) ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์สาธารณะในเมืองจีน จะมีบริการหยอดเหรียญ ซึ่งท่านจะต้องเสียค่าบริการครั้งละ 1 หยวนหรือราวครั้งละ 4.7 บาทค่ะ นอกจากนี้ ยังมีแบบใช้บัตร (Card Phone) ที่สามารถใช้โทรออกต่างประเทศได้อีกด้วยค่ะ Card Phone นี้สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ไฟฟ้า

จีนใช้ระบบกระแสไฟแบบ AC 220 V, 50 Hz. อาคารส่วนใหญ่ในประเทศใช้ปลั๊กไฟแบบมาตรฐาน แต่ก็ยังมีบางที่ที่ยังใช้ปลั๊กแบบสามตาอยู่ ดังนั้น หากท่านต้องการนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ด้วย กรุณานำตัวแปลงหรือปลั๊กแบบใช้ได้ทั่วโลกติดตัวไปด้วย หรือจะไปขอยืมจากโรงแรมที่พักของท่านก็ได้ค่ะ โดยจะมีให้บริการตามโรงแรมในจีนบางแห่ง

ภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศของประเทศจีนเป็นแบบมรสุมภาคพื้นทวีป ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ โดยลมเหนือจะมีอิทธิพล ต่อประเทศอย่างสูงในฤดูหนาว ขณะที่ลมใต้จะมีบทบาทในฤดูร้อน โดยจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า มีฤดูฝนปนอยู่กับฤดูร้อน ด้วยภูมิอากาศที่ซับซ้อน และ ภูมิประเทศที่หลากหลายของจีน ทำให้สามารถแบ่งโซนอิงอุณหภูมิ กับ โซนอิงความชื้นของ ภาคพื้นประเทศจีนได้ คือ โซนอิงอุณหภูมิจากภาคใต้จนถึงภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น แถบเส้นศูนย์สูตร ร้อนชื้น กึ่งร้อนชื้น อบอุ่น และแถบหนาวเย็น และแบ่งโซนอิงความแห้ง-ความชื้นจากตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแถบความชื้นสูง

ระเบียบศุลกากร

การเข้าออกด่านศุลกากรจีนมีข้อควนสังเกตดังกล่าว

การแจ้งสิ่งของที่ติดเข้าออกแดนจีน

ควนแจ้งสิ่งของต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ไม่ว่าเป็นสิ่งของที่ผู้เดินทางจะติดอยู่กับตัวหรือ ไม่ติืดอยู่กับตัวในการเข้าออกแดนจีนต่อด่านศุลกากรจีนตามสภาพความเป็นจริง

สิ่งของที่จะเข้าแดนจีนที่ด่านศุลกากรจีนค้องเก็บภาษีหรือสิ่งของที่ยกเว้นภาษีแต่มีจำนวนจำกัด

สิ่งของที่ใช้เองในการเดินทางและสิ่งของที่ล้ำเกินขอบเขตสิ่งของที่ใช้เองในการ

เดินทางแต่ก็ยังคงเป็นสิ่งของที่จำเป็นในการเดินทาง

สิ่งของที่จีนห้ามเข้าออกแดนจีนตลอดจนโบราณวัตถุ เงินทองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำ จากเงินทอง สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์ด้านวีดีโอ อาวดีโอ เป็นต้น

สินค้า ตัวอย่างสินค้าตลอดจนสิ่งของที่มิใช่สิ่งที่จำเป็นในการเดินทาง

ทางผ่านช่องสีแดงและช่องสีเขียว

ผู้เดินทางที่ต้องเสียภาษี ผ่านช่องสีแดง ที่ไม่ต้องเสียภาษีผ่านช่องสีเขียว

เวลาผ่านด่านต้องตรวจสิ่งของทุกอย่าง

สิ่งที่ไม่ติดไปกับตัวต้องจดไว้ในใบแจ้ง สิ่งที่จะส่งเข้าภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วัน ผู้เดินทางเข้าแดนเป็นต้นไป ทางศุลกากรจะปล่อยให้ผ่านได้

ใบแจ้งที่ทางศุลกากรประทับตราแล้ว ต้องเก็บไว้ให้ดี เผื่อใช้ในเวลาเข้าแดน ออกแดนหรือกรณีิื่อื่น ๆ ที่จำเป็น

การที่ผู้เดินทางติดโบราณวัตถุออกจากแดนจีน ต้องแจ้งต่อด่านศุลกากร  เป็น โบราณวัตถุที่ซื้อจากร้าน (ร้านขายโบราณวัตถุหรือร้านมิตรภาพ)ต้องมีใบเสร็จและ เครื่องหมายของหน่วยงานควบคุมดูแลโบราณวัตถุของจีน ถ้าเป็นโบราณวัตถุที่ฝากส่ง โดยมิตรหรือญาติ ต้องแจ้งให้หน่วยงานควบคุมดูแลโบราณวัตถุของจีนในนครปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนสินและกวางโจวเช็คก่อน ถ้าเป็นโบราณวัตถุที่จะอนุมัติให้ออกแดนได้ ต้องมีใบยืนยันของหน่วยงานดังกล่าว

สถานที่ท่องเที่ยว

ปักกิ่ง

ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาปักกิ่งถูกยกสถานะเป็นเมืองสำคัญระดับโลกเป็นศูนย์กลางทางการปกครองการค้า การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศจีนในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อการค้าท่องเที่ยว ศึกษาเป็นจำนวนมากประชาชนชาวปักกิ่งมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้นด้วย ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะหลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลก  เป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีน และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ 

  1. 1.กำแพงเมืองจีน เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จกำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย เชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศ จะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้

               กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นในระยะเวลา 4 ช่วงหลัก ๆ ดังนี้

               พ.ศ. 338 (ราชวงศ์ฉิน) 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
               พ.ศ. 443 (ราชวงศ์ฮั่น)
               พ.ศ. 1681 - 1741 (สมัย 5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร)
               พ.ศ. 1911 - 2163 (รัชสมัยจักรพรรดิหงอู่ ต้นราชวงศ์หมิง)

ประวัติเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา

มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

  1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน
  2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร
  3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง
  4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร
  5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก
  6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง
  7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น
  8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน
  9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ 

จัตุรัสเทียนอันเหมิน อยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีนเรียกว่าหลัง จัตุรัสเทียนอันเหมิน (ความหมายประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์) จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นสัญญลักขณ์เพราะว่าจัตุรัสเทียนอันเหมินคือที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์จีน

จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ 880 เมตร ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 500 เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน ปัจจุบันจัตุรัสเทียนอันเหมินนับเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จัตุรัสเทียนอันเหมิน สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1417 มีชื่อเดิมว่า "เฉิงเทียนเหมิน" ในสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง มีการซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. 1651 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนอันเหมิน" คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู

จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจน พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมี หอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมิน หรือเฉียนเหมิน

  1. พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตร ล้อมรอบ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963
    พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย
    แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีก ด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของ อาคารและสวนหย่อมไว้ ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530
    พระราชวังต้องห้ามเป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อ ในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง ซึ่งแปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้ คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศจีนด้วย

    ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้น แปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้น เฉิง ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไปสถานที่ที่ตั้งของพระราชวังโบราณนี้แต่เดิมนั้นก็คือพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ซึ่งต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ซึ่งต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป และเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจต่อจากราชวงศ์หมิง ทางราชวงศ์ชิงก็ ได้ก่อสร้างสร้างขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจน ถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และการเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่บนหัวใจปักกิ่ง (the heart of Beijing) นักดาราศาสตร์ชาวจีนโบราณสร้างให้ที่ตั้งนี้เป็นเครื่องหมายแห่งจักรวาล การก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้เป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน การตัดและการขนย้ายเป็นเรื่องสุดโหด ไม้เมื่อตัดแล้ว จะต้องทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดมันลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง หินที่ใช้ในการก่อสร้าง นำมาจากฟ่างซาน การขนย้ายต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง 20,000 คน หินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร หากเคลื่อนย้ายผ่านภูมิภาคที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย เมื่อมาถึงปักกิ่ง ต้องใช้ม้าและล่อลากหินเป็นพันๆ ตัว อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นมีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นร่วมปี
  2. วัดลามะ หรือ พระราชวังหย่งเหอกง เป็นวัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันลือชื่อ กินเนื้อที่กว่า 6 หมื่นตารางเมตร ตำหนักต่าง ๆมี กว่า 1000 ห้อง ก่อนที่จะกลายมาเป็นวัดนี้แต่เดิมเป็น พระตำหนักที่เฉียนหรงฮ่องเต้กษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ชิงสร้างให้องค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง ปีค.ศ 1723 องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์องค์ที่ 3 จึงย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังโบราณ ส่วนพระตำหนักนี้มีพื้นที่ครึ่งหนึ่งปรับเป็นที่พักผ่อนอิรอยาบถนอกวังขององค์ชายสี่ อีกครึ่งหนึ่งถวายพระลามะจังเจียฮูถูเค่อถู จึงกลายเป็นวัดลามะของทิเบตนิกายหมวกเหลือง

ในวัดลามะมีโบราณวัตถุและสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย

ของล้ำค่าอย่างแรกคือ ภูเขาพระอรหันต์ 500 รูป สูงเกือบ 4 เมตร ยาวกว่า 3 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอม หากมองดูไม้แกะสลักชิ้นนี้แต่ไกล จะเห็นเป็นภาพภูเขาเขียวนิ่งสงบ ต้นสนเขียวขจี พระเจดีย์แกะสลักอย่างประณีต ศาลาโบราณเรียบง่าย มีถ้ำลึกลับ ทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว มีบันได สพานและสายน้ำเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ถ้ามองดูให้ใกล้ชิด จะเห็นฝีมือแกะสลักที่ชำนาญยิ่ง มีเขาหลายรูปติดต่อกันเป็นชั้น ๆ ตามเขาเหล่านี้มีพระอรหันต์ 500 องค์กระจายอยู่ แม้จะเป็นรูปแกะสลักเล็ก ๆ ก็ตาม แต่ทุกรูปมีหน้าตารูปร่างต่าง ๆ กัน มีชีวิตชีวา หลังจากผ่านภัยสงครามมาหลายครั้ง พระอรหันต์บนเขามี เหลืออยู่เพียง 449 องค์เท่านั้น

ของที่ล้ำค่าอย่างที่สองคือ พระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่อยู่ในวิหารว่านฝูเก๋อ วิหารว่านฝูเก๋อยังได้ชื่อว่าเป็นหอพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดภายในวัดลามะ สูงกว่า 30 เมตร มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยปางยืนที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตรฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ของที่ล้ำค่าอย่างที่สามคือ แท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าฝูโหลว ข้างในมีพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่หล่อด้วยทองเหลือง ด้านหลังของพระพุทธรูปมี ประภามณฑลเหมือนฉากบังตา แท่นบูชาพระพุทธรูปและประภามณฑลล้วนแกะสลักด้วยไม้ชื่อว่า จินเซอหนานมู่ ฝีมือแกะสลักก็ประณีตมาก แท่นพระพุทธรูปมีส่วนบนสูงจรดเพดาน แบ่งเป็นชั้นนอกชั้นใน 3 ชั้น ในยามตะวันตกดิน พระพุทธรูปประทับยืนอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ส่องกระทบกระจกเงาที่ทำ

นอกจากของล้ำค่า 3 อย่างดังกล่าว สถาปัตยกรรมและของประดับประดาภายในวัดลามะล้วนมีลักษณะพิเศษโดดเด่น เช่นวิหาร ฝ่าหลุนเตี้ยนเป็นสิ่งปลูกสร้างทรงจตุรมุข บนหลังคาวิหารมีเจดีย์บุทองคำ 5 องค์เลียนแบบทรงทิเบต เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชนชาติทิเบต ซึ่งรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งแบบชนชาติจีนและชนชาติทิเบตเข้าด้วยกัน ในวัดยังมีแท่นศิลาจารึกที่มี4 ด้าน 4 ภาษา แต่ละด้านแกะสลักตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกลและภาษาทิเบต เนื้อหาของตัวอักษรเหล่านี้มาจากหนังสือ หล่ามาซัว(ทฤาฎีลามะ) ซึ่งจักรพรรดิ์สมัยราชวงชิงทรงนิพนธ์ กล่าวถึงความเป็นมาของศาสนาพุทธนิกายทิเบตและนโยบายของรัฐบาลชิงที่มีต่อนิกายลามะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของชนชาติต่าง ๆ ในจีน วัดลามะเปิดให้ผู้คนเข้าชมเมื่อปีค.ศ 1981 แต่ละปีมีผู้คนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนมาเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชา ปัจจุบัน วัดลามะมิเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นค ลังแห่งศิลปวัฒนธรรมของชนชาติจีน แมนจู มองโกลและทิเบตด้วย 

  1. หอฟ้าเทียนถาน (Temple Of Heaven) หรือ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า หอสักการะฟ้าเทียนถัน เป็นสถานบวงสรวงเทพยดาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งยังคงรักษาไว้ในจีน ประกอบด้วยตําหนักฉีเหนียนเตี้ยน ตําหนักหวงฉงอี่ และลานหยวนชิว เป็นต้น เทียนถานตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงปักกิ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมด 273 เฮกต้าร์ เป็นสถานซึ่งจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงใช้เป็นที่บวงสรวงเทพยดา ในระยะย่างเข้าฤดูหนาวถึงเดือนอ้ายตามจันทรคติทุกปี พระจักรพรรดิจะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงที่นั่นเพื่อให้การเก็บเกี่ยวได้ผลอุดม

    ตําหนักฉีเหนียนเตี้ยนเป็นตําหนักเอก เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 1963 ห่างจากปัจจุบัน 500 กว่าปี เป็นรูปทรงกลมหลังคา 3 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีนํ้าเงิน ไม่มีขื่อและอกไก่ อาศัยเสาไม้ 24 ต้น เป็นโครงยึดไว้ซึ่งได้ชื่อว่า "ตําหนักไม่มีขื่อ" ภายในตําหนักมีภาพวาดสีประณีตงดงาม บนเพดานวาดเป็นรูปมังกรและหงส์ เมื่อปี พ.ศ. 2432 ได้มีฟ้าผ่าลงมาบนหอเสียหาย และ ได้มีการสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2449 ตัวหอมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตร และ สูง 38 เมตร โดยมิได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว หอฟ้าเทียนถันได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2541

    ลานหยวนชิวซึ่งตั้งอยู่ทางด้านใต้ของตําหนักฉีเหนียนเตี้ยนเป็นแบบคล้ายเวทีกลม 3 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีนํ้าเงินและสีขาว แต่ละชั้นล้อมรอบด้วยลูกกรงหินอ่อนสีขาว เป็นสถานซึ่งพระจักรพรรดิบวงสรวงเทพยดาหรือขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

    ตําหนักหวงฉงอี่สร้างเป็นรูปทรงกลมหลังคาชั้นเดียว มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีนํ้าเงินแก่ เป็นสถานสําหรับเก็บรักษาแผ่นป้ายพระนาม"เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์" ตําหนักนี้ล้อมรอบด้วยกําแพงเตี้ย ๆ กําแพงนี้สร้างถูกต้องตามหลักวิชาว่าด้วยเสียง จึงสะท้อนเสียงได้จนเป็นที่เลื่องลือ เมื่อสองคนยืนอยู่ที่กําแพงคนละฟาก คนหนึ่งพูดใส่กําแพงเบา ๆ อีกคนหนึ่งเอาหูแนบกับกําแพง ก็จะได้ยินเสียงพูดจากฝ่ายตรงกันข้าม 

กุ้ยหลิน

 กุ้ยหลิน ตั้งอยู่ในมลฑลกวางสี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาว "จ้วง" ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดของชนกลุ่มน้อยทั้งหมด ชื่อกุ้ยหลินมาจากที่อดีตดินแดนนี้มีป่า(หลิน)ต้น “กุ้ยฮวา” เยอะ (ต้นกุ้ยฮวา ในภาษาจีน แปลเป็นไทยคือ ต้นขี้เหล็ก) คนกุ้ยหลินได้นำดอกของต้นกุ้ยฮวยมาตากแห้งอบพร้อมใบชา กลายเป็น “ชากุ้ยหลิน”

กุ้ยหลิน เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า “สวรรค์บนพิภพ หรือ ซื่อไหว้เถาหยวน” ที่มีชื่อเสียงด้านความ สวยงามของทิวทัศน์และวัฒนธรรมเมืองหนึ่งของประเทศจีน เป็นเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี เหมาะสมสำหรับการพักผ่อน การท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยสำหรับคนทุกเพศทุกวัย นอกจากนั้น เมืองกุ้ยหลินยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูง ชาวเมืองกุ้ยหลินเป็นมิตรและยินดีต้อนรับ แขกที่มาเยือนด้วยมิตรภาพที่ดี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 16.5 – 20.5 องศาเซลเซียส

กุ้ยหลินมีเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม ทั้งภูเขา สายน้ำ (แม่น้ำหลี) บ้านเมือง ความเป็นอยู่ของผู้คน มีคำกล่าวว่าจิตรกรในที่ยังไม่เคยมาเมืองกุ้ยหลิน จะไม่สามารถวาดรูปขุนเขาให้สวยงามได้เลย ขุนเขาที่เมืองกุ้ยหลินหากมองและใช้จินตนาการในการมองจะเห็นเป็นรูปต่าง ๆ นา ๆ เช่น เขารูปอูฐ เขารูปแอปเปิ้ล เขารูปเจ้าแม่กวนอิม เขามีรู แขรูปกวนอู เขาหญิงสาวยืนเฝ้าคอยสามี เขาหน้าผาลายม้า 9 ตัว และ เขาใหญ่-น้อยอีกมากมาย

การมาเที่ยวกุ้ยหลินควรจะล่องเรือไปตามลำน้ำหลี เพื่อชมความงดงามสองฝากฝั่งได้อย่างใกล้ชิด มีคำกล่าวว่าหากมาเที่ยวกุ้ยหลินแล้วไม่ได้นั่งเรือล่องลำน้ำหลีแล้วละก็ หมายความว่าการเดินทางมาเที่ยวกุ้ยหลินของคุณขาดความสมบูรณ์อย่างสิ้นเชิง 

ลี่เจียง 

ลี่เจียง หรือ (แชงกรี-ล่า) มีพื้นที่ 20,600 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน มีเขตแนวติดเทือกเขาทิเบตและเทือกเขายูนกุย เป็นเขตการปกครองที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเขตเมืองและเขตชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีย่านเมืองเก่าลี่เจียงที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เมืองเก่าต้าเหยียน พื้นที่ 95% เป็นภูเขา มีประชากร 1.125 ล้านคน มีชนเผ่า 23 เผ่าอาศัย แต่มีเผ่าดั้งเดิมจำนวน 12 เผ่า ซึ่งชนเผ่าน่าซี (Naxi) ถือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยในลี่เจียงมากที่สุด

ย่านเมืองเก่าลี่เจียงมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปได้มากกว่า 800 ปี และเคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าตามเส้นทางสาย Tea Horse สายเก่า ย่านเมืองเก่านี้มีชื่อเสียงจากคูคลองและสะพานที่มีอยู่มากมาย จนได้รับการขนานนามว่า "เวนิสแห่งตะวันออก"
เมืองเก่าลี่เจียงมีสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากเมืองโบราณอื่นๆของจีน เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็นที่ตั้งรกรากของชาวหน่าซี หรือนาสี มาตั้งแต่สมัยโบราณ 

  1. ภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง เป็นภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ทิวเขาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งหุบห้วย ธารน้ำ แนวผา และทุ่งหญ้าน่าซี ทิวเขาแห่งนี้เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นเป็นลักษณะคล้ายมังกรกำลังเลื้อย สีขาวของหิมะที่ปกคลุมอยู่นั้นดูราวกับหยกขาว ที่ตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้า คล้ายมังกรขาวบนฟากฟ้า ทิวเขาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก JADE DRAGON SNOW MOUNTAIN นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้า ขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,506 เมตร เพื่อชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติบนจุดที่สวยงามที่สุด ตลอดสองข้างทางที่ขึ้นยอดเขา ชื่นชมและดื่มด่ำกับความหนาวเย็นของธรรมชาติ อีกทั้งภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งนี้ ยังเป็นที่มาของตำนาน ชนเผ่าน่าซี ที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบแถบนี้มานานนับพันปี ทิวเขาแห่งนี้มีพัมธุ์พืชปกคลุมอย่างหนาแน่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ป่าจะผลิบานมีสีสันตระการตา ผู้คนจะพากันต้อนสัตว์เลี้ยง พวก แพะ แกะ และจามรีเพื่ออกมากินหญ้า
  2. สระน้ำมังกรดำ (Heillongtan, Black Dragon Pool) หรือที่รู้จักกันว่า สวนยู้วฉวน (Yuquan)ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และน่าซี ไว้ด้วยกัน 
  3. หุบเขาเสือกระโจน (Hutiaoxia) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางแยกของเมืองลี่เจียงและเมืองจงเตี้ยน เป็นหุบเขาในช่วงที่แม่น้ำแยงซีไหลลงมาจากจินซาเจียง (แม่น้ำทรายทอง) น้ำบริเวณนี้ไหลเชี่ยวมาก ช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 30 เมตร ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตช่องแคบนี้มีเสือกระโดดข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ เนื่องจากกลางแม่น้ำบริเวณนี้มีหินที่เรียกว่า “หินเสือกระโดด” ซึ่งก้อนหินมีความสูงกว่า 13 เมตร จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องแคบเสือกระโดด” ช่องเขาเสือกระโจนเป็นหนึ่งในหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองชาวหน่าซี โดยจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบริเวณใกล้เคียง และหาเลี้ยงชีพโดยการเพาะปลูกและรับจ้างนำทางคนต่างถิ่น
  4. โค้งแรกแม่น้ำแยงซี (Changjiangdiyiwan) แม่น้ำแยงซีที่ไหลผ่านเมืองลี่เจียงช่วงนี้มีชื่อว่า จินซา หรือเรียกเต็มๆว่า จินซาเจียง แปลว่าแม่น้ำทรายทอง ณจุดนี้เองที่แม่น้ำได้หักโค้งข้อศอกเป็นโค้งแรก ทำให้ไหลแยกจากแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง ไปทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดอารยธรรมจีนที่ยิ่งใหญ่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว กล่าวกันว่าถ้าไม่มีโค้งนี้ก็อาจไม่มีอารยธรรมจีนอันเกรียงไกร อีกทั้งจุดนี้ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขบวนทัพของทั้งขงเบ้ง กุบไลข่าน ใช้เป็นจุดข้ามแม่น้ำแยงซีไปทำศึก และเหมาเจ๋อตงเดินทัพทางไกลหนีการล้อมปราบของพวกก๊กมินตั๋งห่างจากเมืองเก่าลี่เจียง 53 กิโลเมตร เกิดจากแม่น้ำแยงซี (หรือที่คนจีนเรียกว่า แม่น้ำฉางเจียง) ที่ไหลลงมาจากที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มากระทบกับภูเขาไห่หลอ ทำให้ทิศทางของแม่น้ำหักโค้งไปทางทิตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นโค้งน้ำที่สวยงาม
  5.  สระน้ำมังกรดำ (Heillongtan, Black Dragon Pool) หรือเฮยหลงถัน อยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า สวนยู้วฉวน (Yuquan) ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1737 สมัยราชวงศ์ชิง (แมนจู) สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และน่าซี ไว้ด้วยกัน ในสวนแห่งนี้มี พิพิธภัณฑ์ศิลปะตงปา ด้านในของพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมตงปามากมาย เช่น รูปภาพต่างๆ และอักษรตงปาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอักษร Hieroglyphics ของอียิปต์
    สระมังกรดำ นี้มีที่มาจากตำนานเล่าขานกันว่าในอดีตมีคนพบเห็นมังกรดำปรากฏกายใต้น้ำบ้าง ผุดขึ้นมาจากสระน้ำบ้าง บรรยากาศภายในสวนนั้นเงียบสงบและงดงามด้วยบึงน้ำใสสะอาดสะท้อนภาพทิวทัศน์ ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกได้อย่างชัดเจน ว่ากันว่าทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกที่มองจากบริเวณสระมังกรดำเป็น หนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของจีน
  6. อุทยานน้ำหยก สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดของลี่เจียง เป็นที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของชนเผ่าหน่าซี ภายในบริเวณอุทยานประกอบด้วย “ประตูสวรรค์” ซึ่งมีรูปปั้นแกะสลักด้วยไม้อยู่ 2 ข้างข้างขวาหมายถึงพ่อ ข้างซ้ายหมายถึงแม่ และ ”น้ำตกมังกร” ไหลลดหลั่นลงมาเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกชื่อ “มังกรออกถ้ำ” ชั้นสองชื่อ “มังกรเล่นน้ำ” และชั้นสามชื่อ “มังกรโบยบิน” นอกจากนี้ยังมีต้นไม้เทวดาอายุกว่า 500 ปี ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นอีกด้วย 

เซี่ยงไฮ้

เซี่ยงไฮ้ มหานครที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีนและใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นเขตการปกครองระดับเขตการปกครองพิเศษแบบเทศบาลนคร ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับมณฑล มีท่าเรือที่มีจำนวนเรือคับคั่งที่สุดในโลก[ต้องการอ้างอิง] ตามมาด้วยสิงคโปร์ และร็อตเตอร์ดัม เซี่ยงไฮ้ในอดีตเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง แต่ในปัจจุบันเซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดในจีน เต็มไปด้วยร้านค้า สิ่งก่อสร้าง ถนนเต็มไปด้วยรถ จักรยาน และผู้คน สิ่งที่พบเห็นได้มากในเมืองนี้ จนอาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ คือต้นเมเปิลที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งปลูกโดยในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองใหม่สร้างมาทีหลัง เดิมที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงชายทะเล ครั้งเสร็จจากการทำประมงหลบคลื่นลม ก็จะพาขึ้นบกมาพักผ่อน นี่แหละเป็นที่มาของคำว่า ช่างไห่ หรือ เซี่ยงไฮ้ แปลว่า บนฝั่งหรือบนปากอ่าว

เมืองเซี่ยงไฮ้เพิ่งได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง 10 ปีกว่านี้เอง เป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตเร็วมาก ตัวเมืองขยายตัวออกไปจรดแนวเขตเมืองข้างเคียง เช่น หังโจว เมืองคู่แฝดเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้มีสถานที่ สำคัญๆ เช่น หอไข่มุก หาดไว่ทัน ตึกเมืองเก่า รถไฟแม่เหล็ก  การก่อสร้างที่นี่รวดเร็วมาก เพราะรัฐบาลจีนกำหนดว่า การก่อสร้างใดๆ ห้ามปล่อยรกร้านต้องสร้างให้เสร็จภายใน 3 ปี มิฉะนั้นจะถูกปรับตามกฎหมาย

การคมนาคมในกรุงเซี่ยงไฮ้

ทางบก

มหานครช่างไห่มีเส้นทางเดินรถไฟฟ้าชนิดต่างๆเกือบ 100 เส้นทาง และมีโครงการขยายการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมและทางด่วน เชื่อมต่อกับเมืองและเขตสำคัญๆ อาทิ

สายในประเทศ ช่างไห่-ฮ่องกง-มาเก๊า สายเหนือ ช่างไห่ - รัสเซีย - ยุโรป สายตะวันตก ช่างไห่ - เอเชียกลาง

ทางอากาศ

สำหรับเส้นทางขนส่งทางอากาศ นครช่างไห่มีสนามบินแห่งชาติ 2 แห่ง คือสนามบินแห่งชาติหงเฉียว และท่าอากาศยานนานาชาติช่างไห่ผู่ตง

ทางทะเล

ช่างไห่มีพื้นที่ของท่าเทียบเรือกว่า 13.6 ตร.กม. นับตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 80 ท่าเรือขนส่งช่างไห่เป็นท่าเรือ ขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ที่มีสินค้าเข้าออกสูงกว่า 100 ล้านตัน ปลายปี พ.ศ. 2546 มหานครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นครปารีสแห่งตะวันออก" ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มมหานครไฮโซอันดับ 5 ของโลก รองจาก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิวยอร์ก ลอนดอน และ ปารีส รูปแบบการปกครองของมหานครช่างไห่จัดอยู่ในกลุ่มเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งไม่ขึ้นต่อมณฑลใด ๆ ทั้งสิ้น และปัจจุบันประเทศจีนมีเมืองที่มีรูปแบบการปกครองลักษณะนี้ทั้ง สิ้น 4 เมืองด้วยกัน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจินและฉงชิ่ง มหานครช่างไห่ ปัจจุบันนับเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีน เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญในด้านต่างๆ ของภูมิภาค ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน รวมถึง ด้านแฟชั่น และการท่องเที่ยว โดยการผลักดันของรัฐบาลซึ่งให้นครเซี่ยงไฮ้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เซี่ยงไฮ้จึงนับเป็นความภูมิใจของชาวจีน โดยเฉพาะชาวเมืองซึ่งถือกันว่าเมืองของตนเป็นสัญลักษณ์ของจีนยุคใหม่ ในด้านความก้าวหน้า และทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีการผสมผสานทางด้านวัฒนธรรม ทั้งของจีนและตะวันตกได้อย่างกลมกลืน โดยจะเห็นได้จากอาคารสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมตามเขตเช่าเดิมของชาวตะวันตก ซึ่งในปัจจุบันกลายมาเป็น สัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง

ในเขตเมืองเก่าบริเวณสวน Yuyuan ที่ถูกสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งยังคงไว้ด้านรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ขายของที่ระลึกและศิลปะต่างๆ

นอกจากนั้นสถานที่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยีอนเซียงไฮ้จะพลาดไม่ได้คือ ถนนหนานจิง อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญอันหนึ่งของช่างไห่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและ เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยแหล่งร้านค้าสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ามากมาย หนึ่งในย่านนั้นมีอาคารจินเหมาทาวเวอร์และ อาคารเซี่ยงไฮ้เวิร์ดไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน นอกจากนั้นเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองทันสมัยอันดับที่ 25 ของโลกจาก 53 เมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ปักกิ่ง มอสโก นิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน และปารีส

ถนนนานจิง หรือ นานจิงลู่ ประเทศจีน“นานจิงลู่” ช็อปปิ้งสตรีทที่ไม่เคยหลับใหล เปรียบได้ดั่ง Center Point ที่ Siam Square ในบ้านเรานั่นเองถนนนานจิง หรือ นานจิงลู่ เป็นย่านช็อปปิ้งเก่าแก่ที่สุดของเซี่ยงไฮ้และเป็นถนนช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก เป็นตลาดซื้อขายของกันคึกคักตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ตั้งอยู่ฝั่งผู่ซี กินพื้นที่ยาวตั้งแต่ฝั่งตะวันตกของ “เดอะ บันด์” ถึง “พีเพิลส์ สแควร์” ถนนเส้นนี้มีความยาวราว ๆ 500 เมตร แบ่งเป็นหนานจิงตะวันออกและหนานจิงตะวันตก เป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลก ช่วงเทศกาล ตรุษจีน ปีใหม่ และคริสต์มาส ชาวเซี่ยงไฮ้และนักท่องเที่ยวจะมารวมตัวกันฉลองความสุขสันต์บนถนนสายนี้ พื้นที่ด้านตะวันออกของนานจิงอนุรักษ์เป็นถนนคนเดิน ถือเป็นอีกย่านที่น่าเดินน่าช็อปที่สุดในเซี่ยงไฮ้ เพราะมีร้านจีนๆ ซุกซ่อนอยู่สลับกับห้างหรูตลอดสองข้างทาง นานจิงลู่ นี้ยังอยู่ใกล้กับ หาดไว่ทัน เราสามารถเดินไปชมความงดงามของ หอไข่มุก ยามค่ำคืนได้อีกด้วย 

หาดไว่ทัน หรือ เดอะบันด์ ประเทศจีน“เดอะ บันด์” สัญลักษณ์เซี่ยงไฮ้ยุคเก่า หรือ “หาดไว่ทัน” (The Bund or Waitan)เดอะบันด์ของเซี่ยงไฮ้คือ ย่านถนนริมแม่น้ำที่มีความยาว 1.5 กม. ไปตามริมแม่น้ำหวงผู่ ฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าของมหานคร เซี่ยงไฮ้นั้นแบ่งเป็นเขตเมืองเก่าและเขตเมืองใหม่ เมืองเก่านั้นเรียกว่าฝั่งผู่ซี่ (Puxi) และฝั่งเมืองใหม่เรียกว่าฝั่งผู่ตง (Pudong) มีแม่น้ำหวงผู่แบ่ง เมืองเซี่ยงไฮ้ออกเป็นสองฝั่งคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านเราที่แบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็นฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครนั่นแหละ และบรรยากาศของสองฝั่งแม่น้ำก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน หาดไว่ทัน หรือเมืองเก่า เป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ อีกทั้งเคยเป็นที่ตั้งของตึกที่ทำการบริษัทใหญ่ๆ ธนาคารชั้นนำ และสถานกงสุลประเทศต่างๆทั่วโลก ลักษณะของอาคารเป็นสไตล์ยุโรปโบราณ และยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี บางแห่งดัดแปลงเป็นออฟฟิศและเรสเตอรองต์หรูๆ ใครมาเยือนเซี่ยงไฮ้ ต้องแวะชมความงามแบบคลาสสิกของ “เดอะ บันด์” จึงเรียกได้ว่ามาถึงเซี่ยงไฮ้ หาดว่ายทาน นี้ยังอยู่ใกล้ นานจิงลู่ ถนนคนเดินเป็นแหล่งช๊อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมและสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมของคนไทย และ หาดว่ายทาน นี้เรายังมองเห็น หอไข่มุก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ อีกด้วย

สินค้าที่น่าซื้อ

สินค้าที่น่าซื้อ

- กำไลหยก ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นเครื่องประดับนำโชค โดยแหล่งที่น่าซื้อก็ได้แก่ ที่วัดพระหยก เนื่องจากมีทั้งกำไลหยก สร้อยหยก แหวนหยก ฯลฯ

- ผ้าไหมจีน ทั้งที่เป็นผ้าพันคอ เสื้อผ้า และกระเป๋า หลายระดับ หลากหลายราคา แต่ถ้าอยากได้แบบที่ราคาย่อมเยา หาชื้อได้ที่ตลาดขายผ้าที่ถนนลูจาปังลู